วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ปั่น...เพื่อใคร




ตอนผมปั่นจักรยานใหม่ๆ จักรยานของผมเป็นแบบ Single speed (มีเกียร์เดียว) ซื้อมาในราคา 6000 บาท

สาเหตุุที่ผมตัดสินใจซื้อจักรยานมาปั่นนั้นสาบานว่าไม่ใช่เพราะตามกระแสแน่ๆ เนื่องจากช่วงนั้นกระแสฮิตจักรยานเริ่มซาลงแล้ว

และเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ผมหันมาปั่นจักรยานก็คือ 'ความอ้วน' นั่นเอง

ผมหนัก 75-76 กิโลกรัมในตอนนั้น จากที่เคยใส่เสื้อผ้า Size M กลายเป็น XL ในวัยชีวิตทำงานผมกลายเป็นผู้ชายลงพุง เหนื่อยง่าย ไม่สบายง่าย และนอนกรนหนักขึ้นทุกวัน

ยังจำได้ดีว่าวันแรกที่ออกไปปั่นนั้นผมจบที่ระยะทาง 16 กิโลเมตร (ลองนึกภาพจักรยานไม่มีเกียร์ปั่นตามจักรยานมีเกียร์) กลับถึงบ้านคืนนั้นผมนอนขาสั่น ทรมานสังขารตัวเองมากจนนอนไม่หลับ

แต่เช้าวันต่อมาผมก็ออกไปปั่นอีก ทำแบบนี้อยู่เรื่อยๆ จนกลายเป็นนิสัย จากแค่กล้าปั่นอยู่แถวบ้าน ผมเริ่มปั่นจักรยานไปกลับที่ทำงาน และพัฒนาตัวเองด้วยการปั่นออกทรริปกับเพื่อนใหม่ๆ ที่พบเจอระหว่างทางของการปั่น

เช่นเดียวกับที่อาการลงพุง เหนื่อยง่าย ไม่สบายง่าย และนอนกรนหนักขึ้นทุกวัน ก็เริ่มเบาลง

จนมาได้ร่วมปั่นทริปสต้าฟของ Endomondo Thailand เป็นระยะทาง 200 กิโลเมตรนั่นแหละ ที่ทำให้ผมมั่นใจว่า ถ้าผมยังรักตัวเองอยากมีสุขภาพที่ดีไปตลอด มันก็ถึงเวลาแล้วที่ผมจะจริงจังกับการปั่นจักรยาน

21 ตุลาคม 2556วันเกิดของผมเวียนวนมาอีกครั้งหนึึ่ง ผมมีจักรยานเสือหมอบคันแรกในชีวิต จากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองที่ทำงานหาเงินมาซื้อ และได้ความเมตตาจากพี่กบ รุ่นพี่ที่เป็นทั้งพี่และโค้ช ในการขับรถพาไปซื้อถึงที่ศรีราชา


ผมเลิกดื่มเหล้า เลิกเที่ยวกลางคืน เลิกเสียเวลาไปกับการนั่งอยู่ในรถติดบนท้องถนน และเอาเวลาทั้งหมดที่ว่ามานี้มาให้อิเหม่า

จากที่เคยปั่นเล่น ปั่นไปกินโน่นนั่น เริ่มกลายเป็นการปั่นซ้อม ปั่นแบบถูกวิธี และมีเป้าหมายในการออกปั่นทุกครั้ง และเริ่มลงแข่งตามรายการต่างๆ

ปัจจุบันผมหนัก 64 กิโลกรัม (ปั่นมา 10 เดือน) พุงหายไปเยอะ หายเป็นโรคภูมิแพ้ ใส่เสื้อ Size M S และเลิกนอนกรน

สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการพัฒนาการปั่นแบบก้าวกระโดดมากโดยไม่รู้ตัว

ผมเชื่อว่า ณ ตอนนี้ก็ยังมีคนปั่นจักยานเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ ตามเหตุผลที่ต่างกันไป

บางคนปั่นเพื่อความเท่ ปั่นตามกระแส ปั่นโชว์สาว ปั่นเพราะอยากมีเรื่องคุยกับคนที่ตัวเองชอบ ฯลฯ

ผมรู้จักคนๆ หนึ่งที่หันมาปั่นจักรยานเพราะแฟนเก่านั้นชอบปั่น ทุกวันนี้เวลาออกปั่นจึงเหมือนยังได้อยู่กับแฟนเก่าในความรู้สึกของความทรงจำ

แต่สำหรับผม จักรยานถูกออกแบบมาให้เราปั่นไปข้างหน้า เพื่อพาตัวเองเคลื่อนที่ไปจากที่เดิมๆ ไปพบเจอสิ่งใหม่ๆ

ไม่ต่างอะไรนักกับชีวิตของคนเรา ที่ต้องก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา

เอาล่ะ เขียนเวิ่นเว้อมาก็เยอะ

จริงๆ ผมอยากจะบอกว่า

ไม่ว่าจะปั่นเพื่ออะไร เพื่อใคร ท้ายที่สุดแล้ว

อย่าลืมที่จะปั่นจักรยาน...เพื่อตัวเองบ้างเถอะครับ






















ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น